ลูกร้องไม่หยุด อาจไม่ใช่เรื่อง...
ReadyPlanet.com


ลูกร้องไม่หยุด อาจไม่ใช่เรื่องปกติ เช็คให้แน่ใจ ใช่อาการโคลิคหรือไม่


เมื่อลูกน้อยได้ลืมตามาดูโลกแล้ว นอกจากความสุขแล้ว พ่อแม่มือใหม่อาจจะเกิดอาการกังวลใจได้เพราะทารกน้อยก็จะสื่อสารถึงพ่อแม่ผ่านการร้องไห้เป็นหลัก ทารกร้องไห้ เมื่อรู้สึกหิวนม ,รู้สึกง่วง, รู้สึกแฉะจากอุจจาระ-ปัสสาวะที่เปียกผ้าอ้อม หรือเมื่อเจ็บป่วยเป็นไข้ ซึ่งพ่อแม่ก็จะค่อย ๆ เข้าใจความต้องการของลูกน้อยมากขึ้นตามระยะเวลา

            แต่หากในช่วง 3 เดือนแรกนี้ ลูกร้องไม่หยุดต่อเนื่องยาวนานนับชั่วโมง และเป็นในเวลาเดิม ๆ แทบทุกวัน เช่นช่วง 6 โมงเย็น หรือ 3 ทุ่ม และยังร้องเสียงเล็กแหลมด้วยแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็อาจต้องนึกไปถึง อาการโคลิค หรือ “การร้องอ้อน3เดือน” ซึ่งมักเกิดกับทารกวัย 2 สัปดาห์ – 3 เดือน

             เอกสารของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีการอธิบายความหมายของโคลิคไว้ว่ามีรากศัพท์มาจากคำว่า “โคลอน”ในภาษากรีกซึ่งแปลว่าลำไส้ เพราะมีความเข้ากันใจว่า เด็กร้องไห้ จากการที่ลำไส้ทำงานไม่ดีจึงปวดท้อง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทารกร้องไห้ แบบโคลิคนั้น แต่ที่จริงแล้วไม่ได้เกิดจากลำไส้ทำงานไม่ดีค่ะ

            หากลูกมีอาการร้องไห้ แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่รีบปลอบโยนเด็กโดยทันทีเลย การอุ้มเด็กไว้และให้เคลื่อนไหวโยกไปมาเบา ๆ โยกเป็นจังหวะหรือเต้นตามเสียงเพลง, พาไปอยู่ในที่เงียบ ๆ , หาเสื้อผ้าที่แห้งไม่อับชื้นให้ลูกสวมใส่, วางลูกบนตักแล้วค่อย ๆ ลูบหลังอย่างแผ่วเบา, อาบน้ำอุ่นแล้วห่อตัวให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและสบาย ซึ่งทั้งหมดเป็นเทคนิควิธีการพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้ได้ในช่วงที่ ลูกร้องไม่หยุด ซึ่งจะช่วยลดอาการนี้ลงได้

            แต่หากลองทุกวิธีการแต่ลูกร้องไห้ไม่มีสาเหตุรุนแรงกระสับกระส่าย หน้าแดง ขาหดงอ ตัวซีดหรือเขียว หรือเริ่มหายใจผิดปกติ พ่อแม่ควรพาลูกตัวน้อยไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าลูกของเราเป็นอะไรและได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง แต่หากลูกไม่มีสิ่งผิดปกติที่น่ากังวล แพทย์ก็จะให้คำปรึกษาถึงการตอบสนองลูกน้อยอย่างเหมาะสมต่อไป เพราะอาการที่เกิดขึ้นกับทารกส่วนใหญ่จะทอดยาวจนอายุย่างเข้าเดือนที่ 4-6 นั่นหมายถึงพ่อแม่ต้องใช้ความอดทนและการปรับตัวมากพอสมควรในการรับมือกับเรื่องนี้ การจัดการกับอารมณ์ความเครียดและกดดันกลายเป็นอีกบทพิสูจน์ที่ต้องฝ่าฟันให้ได้จนกว่าอาการจะดีขึ้น ที่สำคัญคือต้องตระหนักเสมอว่าเด็กที่มีอาการนี้นั้น ไม่ถือเป็นความผิดปกติ เด็กจะเติบโตเป็นเด็กน้อยที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงได้ตามวัยแน่นอน พ่อแม่จึงไม่ควรกังวลกับปัญหานี้มากเกินไป



ผู้ตั้งกระทู้ unyana :: วันที่ลงประกาศ 2020-02-11 22:39:48 IP : 159.192.220.84


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล